นองเลือด! จนท. เผยผู้เสียชีวิตจากเหตุ ประท้วงคาซัคสถาน อยู่ที่ 164 ศพ

นองเลือด! จนท. เผยผู้เสียชีวิตจากเหตุ ประท้วงคาซัคสถาน อยู่ที่ 164 ศพ

จากที่เกิดความรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม ระหว่างการ ประท้วงคาซัดสถาน นั้น ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 164 ศพ เมื่อวันที่ 10 มกราคม สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของประเทศคาซัคสถานได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อท้องถิ่นว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลอยู่ที่ 164 ศพ ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าวได้รับการยืนยันจริง จะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตปรับสูงขึ้นมาก จากเดิมที่มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 44 ศพ

โดยนับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม เป็นต้นมา 

ประเทศคาซัดสถานต้องเผชิญกับเหตุประท้วงและจลาจลอย่างรุนแรง หลังจากที่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลจากที่น้ำมันราคาปรับตัวสูง นอกจากนี้ทางประชาชนยังไม่พอใจที่ นูร์ซุลตัน นาซาร์บายิฟ อดีตประธานาธิบดีคาซัคสถานที่ครองตำแหน่งมานาน 30 ปี ยังคงมีอำนาจในประเทศ

ทั้งนี้ทางการคาซัคฯระบุว่าพวกเขาสามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เก็บกวาดความเสียหายและเฝ้าระวังสถานที่สำคัญ ทั้งนี้ประเทศคาซัคสถานยังอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประชาชนได้ออกมาประท้วงแสดงความไม่พอใจที่ราคาน้ำมันแพง ก่อนที่การประท้วงไม่พอใจราคาน้ำมัน จะกลายเป็นการประท้วงและจลาจลเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล

ซึ่งผู้นำคาซัคฯได้ประกาศผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ว่า “ผู้ก่อการร้าย” ยังคงเดินหน้าทำลายประเทศและทรัพย์สิน และใช้อาวุธต่อพลเรือนต่อไป ทางการอนุญาตให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถยิงสังหารอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องมีการเตือนก่อน

เกิดเหตุ ไฟไหม้อพาร์ทเม้นท์นิวยอร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ คาดเกิดจากเครื่องทำความร้อนลัดวงจร และทำให้ควันไฟลามไปทั่วอาคาร เมื่อวันที่ 10 มกราคม สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดไฟไหม้อพาร์ทเม้นท์สูง 19 ชั้นในรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 63 ราย ถือเป็นเหตุเลวร้ายที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในนิวยอร์กในรอบ 30 ปี

โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า เพลิงได้ลุกไหม้ที่บริเวณชั้นสองและชั้นสาม เมื่อช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่าไฟจะไหม้เพียงสองชั้น แต่ควันไฟได้กระจายไปทั่วอาคารเนื่องจากห้องที่เกิดเหตุเปิดประตูไว้ และเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตในทุกชั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเกิดระบบไฟฟ้าลัดวงจรจากเครื่องทำความร้อน

ขณะเดียวกันในจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ 63 รายนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 32 ราย จำนวนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัส 13 ราย ทั้งนี้จำนวนตัวเลขดังกล่าวนั้นยังไม่ได้รวมทุกรัฐ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าตัวเลขผู้ป่วยจริงอาจเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้อีก

นอกจากจำนวนผู้ป่วยใหม่ต่อวันที่ทุบสถิติแล้ว ประเทศสหรัฐฯยังทำลายสถิติจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกด้วย โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยมากกว่า 135,000 รายที่ต้องเข้ารักษาโควิดที่โรงพยาาล มากกว่าสถิติเก่าที่ทำไว้เมื่อช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ซึ่งจำนวนผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ว่าเจ้าหน้าที่แพทย์หลายคนจะเห็นตรงกันว่าโควิดโอมิครอนมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น แต่จากการแพร่ระบาดที่รวดเร็วของโควิดสายพันธุ์ดังกล่าว อาจทำให้ระบบสาธารณสุขล่มได้ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีบางโรงพยาบาลในสหรัฐฯที่รายงานว่าพวกเขาไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยใหม่

ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยสะสม 62 ล้านราย และมีผู้เสียชีวืตแล้ว 8 แสนศพ

ชมวินาที หน้าผาถล่ม ในทะเลสาบ บราซิล ดับอย่างน้อย 10 ศพ

กลายเป็นเที่ยวมรณะหลังจากที่ หน้าผาถล่ม ในทะเลสาบ ประเทศ บราซิล ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ เมื่อวันที่ 10 มกราคม สำนักข่าว BBC ได้รายงานว่า เกิดเหตุ หน้าผาถล่มใส่เรือนักท่องเที่ยวในทะเลสาบเฟอร์นาส ประเทศบราซิล เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ และได้รับบาดเจ็บ 32 ราย

โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากที่ในวันก่อนหน้านี้ ได้เกิดฝนตกในพื้นที่ดังกล่าวอย่างหนัก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเม็ดฝนทำให้ก้อนหินของหน้าผาอ่อนแอลงและเป็นเหตุให้ถล่มลงมา ซึ่งจากคลิปวิดีโอที่ได้รับเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นวินาทีก้อนหินที่หลุดลอกออกมาและตกใส่ทะเลสาบจนเกิดคลื่นขนาดใหญ่ คาดว่าน่าจะมีเรือหนึ่งลำที่จมลงไปกับหน้าผาที่พังถล่มลงมา

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าการระบุตัวตนผู้เสียชีวิตเป็นไปได้ยาก เนื่องจากศพของผู้เสียชีวิตได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ศาสตราจารย์ในไซปรัส ได้เปิดเผยข้อมูลสุดสะพรึงหลังพบผู้ป่วยติดโควิด เดลตาครอน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ผสมจาก โอมิครอน และ เดลตา เมื่อวันที่ 8 มกราคม สำนักข่าว บลูมเบิร์ก รายงานว่า นาย ลีออนดีออส โคซตรีคิส ศาตราจารย์ชีววิทยาประจำมหาวิทยาลัยไซปรัส และหัวหน้าห้องทดลองเทคโนโลยีชีวภาพและโมเลกุลวิทยาไวรัส ได้ออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาค้นพบโควิดสายพันธุ์ผสมระหว่างโอมิครอนและเดลตา

Credit : แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว | แต่งบ้านและสวน | พระเครื่อง | รีวิวกล้องถ่ายรูป