มหาดไทย พร้อมส่งเรื่อง รถไฟฟ้าสายสีเขียว ต่อไปให้ว่าที่ กทม. – สก. ทบทวน

มหาดไทย พร้อมส่งเรื่อง รถไฟฟ้าสายสีเขียว ต่อไปให้ว่าที่ กทม. – สก. ทบทวน

กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าทางกระทรวงมีความพร้อมที่จะส่งเรื่องกรณี รถไฟฟ้าสายสีเขียว กลับไปให้ทาง กทม. – สก. ชุดใหม่ พิจารณาทบทวน รถไฟฟ้าสายสีเขียว กทม. – (27 พ.ค. 2565) เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 65 เวลา 11.30 น. ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพฯ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจา เรื่อง การสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 

กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นโครงการที่เกิดปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตและส่งผลมาถึงในปัจจุบัน โดยรถไฟฟ้าสายสีเขียวแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ สายสีเขียวหลัก (หมอชิต – อ่อนนุช) ดำเนินการโดยบริษัทเอกชน คือ กลุ่มบีทีเอส เป็นผู้ลงทุนสร้างรางและวางระบบเดินรถ บริหารเดินรถเองทั้งหมด ได้รับสัมปทานระยะเวลา 30 ปีคือ ปี 2542 – 2572

จากนั้นเมื่อหมดสัมปทานต้องคืนทรัพย์สินให้กรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายที่ 1 (สะพานตากสิน – วงเวียนใหญ่ – บางหว้า และอ่อนนุช – แบริ่ง) ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานคร และจัดจ้างกลุ่มบีทีเอสเดินรถ และส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)

ซึ่งรัฐบาลในอดีตได้โอนไปให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก่อสร้าง ต่อมีการโอนส่วนต่อขยายที่ 2 นี้พร้อมหนี้สินทั้งหมดกลับมาให้กรุงเทพมหานคร และกรุงเทพมหานครได้หารือมายังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา

พลเอก อนุพงษ์ กล่าวเน้นย้ำว่า “เมื่อกรุงเทพมหานครประสบปัญหา คสช. จึงหาแนวทางแก้ไขให้เกิดความโปร่งใสที่สุด โดยมีคณะกรรมการเจรจา เพื่อประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน และเกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ ซึ่งขณะนี้เรื่องเจรจาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งอาจออกได้ 2 แนวทาง ทั้งเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีการรับฟังความคิดเห็น 11 ครั้ง โดยนำข้อมูลทุกฝ่ายมาพิจารณา และเมื่อมีการประกาศรับรองผลผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครชุดใหม่แล้ว นายกรัฐมนตรีจะได้เสนอให้กรุงเทพมหานครไปพิจารณาทบทวนการดำเนินการ”

ทั้งนี้ ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 

เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้บริษัทหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ห้ามมิให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทฯ สั่งจ่ายเงินของบริษัทฯ หรือทำการเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทฯ เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทฯ ตามปกติ สำหรับการจ่ายเงินอื่นให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนกำหนด รวมถึงให้บริษัทฯ รายงานเป็นหนังสือให้นายทะเบียนทราบถึงบรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งหมดของบริษัทฯ ภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด

นอกจากนี้บอร์ด คปภ. ยังมีมติในกรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาฐานะการเงินและการดำเนินงานตามคำสั่งนายทะเบียนได้อย่างครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น หรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทฯ มีการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพิ่มเติม หรือนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่าหากรอให้ครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดข้างต้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน จึงให้สำนักงาน คปภ. ดำเนินการตามมติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ต่อไป

เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้ายว่า “การออกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวจะช่วยให้สำนักงาน คปภ. สามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนได้เต็มที่และตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดการจ่ายเงินของบริษัทฯ ที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ทำให้สำนักงาน คปภ. สามารถเข้าไปควบคุมการจ่ายเงินต่าง ๆ ของบริษัทฯ ได้ทั้งหมด และจัดการปัญหาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยได้สั่งการไปยังสายตรวจสอบ สายวิเคราะห์ธุรกิจประกันภัย และสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ตลอดจนสำนักงาน คปภ. ทั่วประเทศ ตรวจสอบสาขา/สำนักงานตัวแทนของบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบและให้ดำเนินการแจ้งการสั่งหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัท/ตัวแทน/นายหน้าประกันภัยขายกรมธรรม์รายใหม่ในระหว่างการหยุดรับประกันภัย พร้อมทั้ง ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่เข้าไปประจำที่บริษัทฯ อย่างเต็มพิกัด เพื่อควบคุมให้บริษัทฯ ดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน หากพบว่าบริษัทฯ ไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน ก็จะดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายในระดับที่เข้มข้นยิ่งขึ้นต่อไป สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารของบริษัทฯ สำนักงาน คปภ. จะตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หากพบว่ามีการกระทำความผิดจะดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ www.oic.or.th”

โดย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ การลงทะเบียนตามโครงการฯ เป็นการลงทะเบียนรายบุคคล (ผู้ลงทะเบียน) แต่การตรวจสอบจะตรวจสอบทั้งรายบุคคลและสมาชิกในครอบครัว โดยขั้นตอนแรกจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ (เกณฑ์บุคคล) หากผู้ลงทะเบียนผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์บุคคลโดยมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของเกณฑ์ครอบครัว (ในกรณีที่มีคู่สมรสหรือบุตร)

Credit : แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว | แต่งบ้านและสวน | พระเครื่อง | รีวิวกล้องถ่ายรูป